สแกนกรรมทำไม?


มองปุ๊บ รู้ปั๊บ…ว่าคู่สนทนาเคยทำกรรมใดไว้บ้าง ไม่ว่าทั้งในชาตินี้หรือชาติก่อนๆ แม้ย้อนไปไกลถึงหลายสิบหลายร้อยปีภาพที่เห็นก็ยังแจ่มชัด รู้กระทั่งว่าเจ้ากรรมนายเวรเป็นใคร ต้องชดใช้ด้วยอะไร ทำอย่างไรจึงจะคลายจากเคราะห์หามยามร้ายที่กำลังเผชิญอยู่ หรือใกล้จะมาเยือน …

ตุ้ย เอ๊กซเรย์กรรม

ตุ้ย เอ๊กซเรย์กรรม

ด้วยกระแสความนิยมต่อ ‘คนส่องกรรม’ ที่ยังเรตติ้งดีไม่มีตก ผมขอร่วมรายงานปรากฏการณ์ดังกล่าว ที่อาจช่วยสะท้อนภาพบางแง่มุมของสังคมไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย

สแกนกรรมฟีเวอร์

       ย้อนกลับในสมัยก่อน หากพูดถึงเรื่องธรรมะ ทุกคนก็คงนึกถึงการเข้าวัดเข้าวา ทำบุญสะเดาะเคราะห์
      
       แต่ไม่นานมานี้ คนไทยก็ได้รู้จักกับปรากฏการณ์ใหม่ ของวงการพุทธศาสนาที่เรียกว่า ‘เปิดกรรม‘ โดยผู้เปิดประเด็นนี้เป็นคนแรก ก็คือ แม่ชีทศพร ชัยประคอง ที่โด่งดังจากการเป็นวิทยากรรายการ ‘มิติพิศวง’ โดยในช่วงที่แม่ชีเป็นวิทยากรนั้น หน้าที่หลักของแม่ชีก็คือการตรวจดูกรรมและแนะหนทางแก้กรรมให้แขกรับเชิญแต่ละคน ซึ่งคำทำนายของแม่ชีนั้น โดยเรื่องราวที่แม่ชีพรั่งพรูออกมานั้น ชัดเจนเสมือนจริง ราวกับว่าอยู่ในสถานที่นั้นด้วยตัวเอง สร้างความน่าสนใจ และอยากพิสูจน์ให้แก่ผู้ชมเป็นอย่างมาก หลายๆ คนถึงกับดั้นด้นเดินทางออกจากบ้านแต่เช้า เพื่อไปพบแม่ชีที่วัดพิชยญาติการามเป็นคนแรกๆ
 

 

แม่ชีทศพร ชัยประคอง

แม่ชีทศพร ชัยประคอง

       นอกจากแม่ชีทศพรแล้ว อีกกรรมวิธีหนึ่งในการพิสูจน์กรรมก็คือ การ ‘ส่องกรรม’ ซึ่งผู้ที่เป็นเสาหลักของกระบวนการนี้ เห็นจะไม่มีใครเกินหน้า ตุ้ย เอ็กซเรย์ และ อาจารย์เอ๋-กฤษณา สุยะมงคล ไปได้ โดยบุคคลทั้ง 2 คนนี้ ได้ประกาศตนว่าตัวเองมีญาณหยั่งรู้ สามารถมองทะลุถึงอดีตชาติและอนาคตของคนอื่นๆ 

 

เอ๋-กฤษณา สุยะมงคล

เอ๋-กฤษณา สุยะมงคล

       โดยเฉพาะ ตุ้ย ซึ่งมีลักษณะเด่นตรงที่ชอบให้คำนายที่หวือหวา ชัดเจน และชอบตรวจดวงชะตาของดารา-นักแสดง และคนเด่นดังมากเป็นพิเศษ ซึ่งบุคคลที่ตุ้ยส่องกรรมแล้ว เรียกเสียงฮือฮาได้สุดๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น ‘วู้ดดี้’ วุฒิธร มิลินทจินดา พิธีกรรายการเกิดมาคุย ซึ่งตุ้ย บอกว่าจะมีโอกาสไปนั่งจับเข่าคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ‘บารัค โอบามา’! เลยทีเดียว
      
       ขณะที่ ‘อาจารย์เอ๋-กฤษณา’ นั้นจะมาในแนวที่แตกต่างกับตุ้ยอย่างชัดเจน โดยเธอจะเน้นการใช้สติปัญญาและเหตุผล มากกว่าจะฟันธงชะตากรรมให้รู้กันชัดๆ เพราะไม่ว่าเธอจะสแกนกรรมเห็นภาพใดในเบื้องหลังคนคนนั้น ถ้อยคำของเธอก็มักเน้นย้ำให้ใช้สติและปัญญาในการแก้ไขปัญหา แต่ไม่ว่าจะเน้นความหวือหวาเรียกเสียงฮือฮา หรือเน้นกุศโลบายจูงผู้คนเข้าหาพระธรรม ถึงอย่างไร การส่องกรรม-สแกนกรรมก็ยังเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนไม่น้อย
      
       มองอีกมุม อาจเป็นได้ว่าสำหรับปุถุชนคนธรรมดา ในโมงยามที่ประสบกับภาวะวิกฤต ไร้ที่พึ่งทางใจให้ยึดเหนี่ยว เมื่อมีผู้เอ่ยอ้างว่าสามารถมองเห็นหนทางแก้กรรมที่สั่งสมมาโดยเจ้าตัวมิอาจล่วงรู้ได้นั้น ย่อมช่วยเยียวยาสภาพจิตใจที่เคว้งคว้างว่างเปล่า แม้หลักยึดดังว่าอาจเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง กังขา ว่าการส่องกรรม ที่กำลัง ‘ฟีเวอร์’ อยู่ ณ ตอนนี้ เป็นหนทางแก้ปัญหาที่คล้ายจะปิดกั้นการใช้สติปัญญาหรือไม่
      
       แต่ไม่ว่าอย่างไร การถูก ‘สแกนกรรม’ จากเหล่าอาจารย์ผู้ประกาศตนว่า หยั่งเห็นกรรมของผู้อื่น ทั้งแนะวิธีแก้กรรมให้รอดพ้นจากเคราะห์ภัย ก็กลายเป็นหนทางที่ผู้คนไม่น้อยยินยอมที่จะยึดเป็นที่มั่นทางใจ
 

สแกนแผง สแกนกรรม

       อีกปรากฏการณ์ที่เกี่ยวโยงกับกระแสส่องกรรมอย่างแยกไม่ออกก็คือ หนังสือของบรรดาผู้มีญาณวิเศษทั้งหลาย โดยเฉพาะที่คนเคยออกรายการโทรทัศน์ ซึ่งออกมาอย่างเกลื่อนเมือง ชนิดที่เเรียกได้ว่า ทุก 1 กิโลเมตร ต้องมีสักร้านที่มีหนังสือประเภทนี้ขาย โดยร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
      
       หลายๆ เล่มก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนทำลายสถิติวงการหนังสือในประเทศไทย โดยเฉพาะหนังสือ ‘สแกนกรรม’ ของกฤษณา สุยะมงคล ที่สามารถกวาดยอดขายได้กว่าแสนเล่มภายใน 1 เดือน
      
       ยงยุทธ คุนทา กฤษฎิธาดาพงศ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ผู้เริ่มต้นกระแสหนังสือแนวสแกนกรรม เล่าว่า หนังสือประเภทนี้มีข้อดีตรงที่ทำให้คนได้รู้จักบาปบุญ รู้จักกรรมชัดเจนขึ้น เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ถ่ายทอดถึงเรื่องราวประสบการณ์ตรงของตัวผู้เขียนเอง รวมทั้งเรื่องราวของบุคคลอื่นๆ ที่ได้รับการสแกนกรรม เป็นตัวอย่างที่ทำให้คนเห็นและเข้าใจในเรื่องกรรมง่ายขึ้น
      
       “จริงๆ แล้วเราเห็นตัวอย่างจากพุทธวาจาของพระพุทธเจ้าก็เยอะ ที่ท่านทรงยกอดีตเป็นตัวอย่างให้กับคนปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่เรากำลังถ่ายทอดหรือนำเสนอมันทำให้ภาพของกรรมดีกรรมชั่วมันชัดเจนขึ้น ผมว่ามันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้คนเราเข้าใจง่าย และเกิดความละอายต่อบาปมากยิ่งขึ้น ซึ่งหนังสือสแกนกรรมเป็นหนังสือที่คาบเกี่ยวกันกับพุทธศาสนา ทำให้คนเกรงกลัวต่อบาป หันกลับมาทำความดีกันมากขึ้น ผลของการทำความดีมันก็มีตั้งแต่ทำให้ตัวเราดีขึ้น ครอบครัวดีขึ้น สังคมและประเทศชาติเราก็ดีขึ้นตามไปด้วย”
      
       “เล่มนี้ถือว่าเป็นหนังสือที่ปลุกกระแสในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ด้วยความที่ยุคนี้เป็นยุคที่ศีลธรรมถดถอยลงไปเยอะ ทั้งตัวนักการเมืองพ่อค้าประชาชน เพราะมัวแต่มุ่งหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะไปชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่คุณกำลังทำไม่ดีในวันนี้ คุณจะได้รับผลแน่นอนในอนาคตข้างหน้า”
      
       ท่ามกลางหนังสือที่เกี่ยวข้องกับกรรมและการสแกนกรรมมากมายบนแผงหนังสือในตอนนี้ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ดีเอ็มจีแนะนำว่า หากใครคิดจะมองหาหนังสือสแกนกรรมมาลองอ่านสักเล่ม ควรจะย้อนกลับไปถามตัวเองก่อนว่าอยากได้อะไรจากหนังสือแนวนี้?
      
       “เช่น เราอยากจะได้เรื่องผลของกรรม อยากได้วิธีการแก้กรรม หรือเราอยากจะเรียนรู้ประสบการณ์ ของคนอื่นแล้วเอามาปรับปรุงตัวเอง ก่อนซื้อผมแนะนำว่าเปิดหนังสือดูหน้าสารบัญ อาจจะทดลองอ่านก่อนสักสองสามหน้าก็ได้ ถ้าอ่านแล้วมันได้ประโยชน์สำหรับตัวเราก็ถือว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่สมควรจะซื้อ”
      
       ต่อเนื่องในประเด็นที่ว่า ผู้อ่านจะได้รับข้อคิดอะไรบ้างจากการอ่านหนังสือแนว ‘ส่องกรรม-แก้กรรม’ ระพี อุทกะพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานค้าปลีก บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นอีกคนในสายธุรกิจสำนักพิมพ์ ที่ให้ทัศนะไว้น่าสนใจไม่น้อย โดยยกตัวอย่างกรณีหนังสือสแกนกรรมที่ยึดอันดับต้นๆ ของชาร์ตหนังสือขายดีประจำร้านนายอินทร์ มานานหลายเดือน
      
       “จริงๆ แล้ว ผมมองว่า อาจารย์เอ๋ผู้เขียนหนังสือสแกนกรรม เขาเป็นคนปฏิบัติธรรมจริงๆ เขาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจรัล วัดอัมพวันด้วย แล้วเมื่ออาจารย์เอ๋สแกนกรรมให้ใคร นอกจากจะบอกว่าคนๆ นั้นมีกรรมอย่างไร แบบไหน ทำกรรมอะไรกับใครไว้บ้างในอดีตชาติ แต่สุดท้ายก็จะบอกให้ไปปฏิบัติธรรมเสมอ เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ชีวิตของคนๆ นั้นดีขึ้น เมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ให้อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรโดยตรง
      
       “ไม่ใช่ว่าทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาครั้งเดียว แล้วเขาจะหยุดจองเวรเราเลย แต่ต้องทำบ่อยๆ เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้จิตใจของเราต่ำลง อาจารย์เอ๋ เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการหนึ่งว่า เหมือนเราไปตบหน้าคนคนหนึ่ง แล้วเราบอก ‘ขอโทษ’ คนคนนั้น เขาจะหายโกรธไหม? ครั้งแรกเขาอาจจะยังไม่หายโกรธ แต่ถ้าเราคอยขอโทษเขาอยู่บ่อยๆ ความโกรธของเขาก็อาจจะทุเลาลงได้”
      
       กระแสสแกนกรรม จึงอาจเปรียบเหมือนอุทาหรณ์และกุศโลบายที่ช่วยให้ผู้คนตระหนักว่า แม้ชีวิตจะพบกับสิ่งเลวร้ายสักแค่ไหน ถ้าเราปฏิบัติธรรม ก็จะมีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต เหมือนมีแรงดึงดูด เวลาเราคิดดี ทำดี สิ่งดีๆ ก็จะถูกดึงดูดเข้ามาในชีวิตเรา สุดท้ายก็… ‘ทำดีได้ดี’ ระพี อุทกะพันธุ์ ย้ำทิ้งท้าย

มองมุมวิทย์ฯ

       “หากจะให้วิทยาศาสตร์ยอมรับ ผลที่ได้ก็ต้องออกมาชัดเจนและมีรูปแบบที่แน่นอน เช่น หากคุณโกงเงินคนอื่น คุณก็ต้องถูกโกงด้วย เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ไป แต่ที่ผ่านมา กรรมมักจะแสดงเป็นรูปแบบที่หลากหลาย และบางครั้งก็ไม่เกิดผลทันที เช่น หากคุณโกง แล้วเกิดคุณตายก่อน อย่างนี้ในวงการวิทยาศาสตร์ คุณจะมาบอกว่าที่ตายนั้นมีผลมาจากกรรมที่ไปโกงเอาไว้ไม่ได้ เพราะบางทีที่คุณตายอาจเป็นเพราะกรรมตัวอื่นก็ได้ คือเรื่องพวกนี้มันเป็นนามธรรมมากเกินไป พิสูจน์ยาก”
      
       เป็นความเห็นจาก ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า หากจะกล่าวถึงเรื่องการสแกนกรรมนั้น ก็ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ‘กรรม’ เสียก่อน ซึงสำหรับวงการวิทยาศาสตร์แล้ว กรรมไม่ใช่เรื่องเหลวไหล หรือเรื่องไม่จริง แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้
      
       “อะไรที่ไม่สามารถวัดได้ แตะต้องไม่ได้ ทางวิทยาศาสตร์ก็มักปฏิเสธ ไม่ยอมรับ อย่างเรื่องกรรมหรือชาติที่แล้ว คือเขาไม่รู้ว่าจะหาเครื่องมืออะไรที่สามารถวัดมันได้”
      
       ต่อเมื่อมองในมุมดังกล่าว ‘การสแกนกรรม’ ที่ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ จึงไม่ได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์
      
       “ไม่มีใครรู้ว่าเขาเห็นจริงไหม คือเขาอาจจะเห็นอดีตของคนโน้นคนนี้จริงๆ ก็ได้ แต่เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเขาเห็นจริง ถ้าเขาสามารถทำให้คนอื่นเห็นได้ด้วย อย่างนี้นักวิทยาศาสตร์ถึงจะเริ่มสนใจ อยากเข้ามาพิสูจน์”
      
       ดร.อาจองกล่าวต่อไปว่า ศาสตร์ที่ดูเหนือธรรมชาติเพียงศาสตร์เดียวที่วงการวิทยาศาสตร์ให้การยอมรับก็คือ ‘การสะกดจิต’ เพราะสามารถพิสูจน์ได้ว่าจริง เนื่องจากเราสามารถไปถามหรือพูดคุยกับคนเกี่ยวข้องกับตัวผู้ถูกสะกดจิตได้ว่าเรื่องที่พูดออกมานั้นถูกต้องหรือไม่ และที่ผ่านมาการสะกดจิตยังถูกนำไปใช้ในวงการแพทย์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นความทรงจำหรือการรักษาโรคประสาท
      
       อย่างไรก็ตาม การสะกดจิตมีข้อจำกัดอยู่เพียงแค่ช่วงชีวิตนี้เท่านั้น หากสะกดจิตเลยไปยังชาติที่แล้วหรือภพอื่น นักวิทยาศาสตร์ก็จะไม่ยอมรับว่าถูกต้องและถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้
      
       แต่ทั้งนี้ก็เคยมีนักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนพยายามจะพิสูจน์ในเรื่องนี้เช่นกัน อย่าง ‘ดร.เฮเลน วอร์คบาร์ค’ จากสหรัฐอเมริกา เคยทำการทดสอบสะกดจิตชายผู้หนึ่ง ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ชายผู้นี้สามารถย้อนความทรงจำกลับไปในอดีตได้ถึง 2,000 ปี
      
       “พอสะกดจิตแล้ว ดร.วอร์คบาร์คก็จะถามผู้รับการทดลองถึงเรื่องในชาติปัจจุบันก่อนว่าเป็นอย่างไร จากนั้นก็ค่อยๆ ย้อนกลับไปในอดีตชาติ เช่นเมื่อ 2,000 ปีก่อน คุณอยู่ในที่ไหน ซึ่งชายคนนั้นก็บอกว่า เขาอยู่ในประเทศจีน จากนั้นก็ถามถึงเรื่องเครื่องแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ สุดท้ายก็ให้ลองพูดภาษาจีนดู ปรากฏว่าชายคนนี้ก็พูดภาษาแปลกๆ ออกมาภาษาหนึ่ง พอทดลองเสร็จ ดร.วอร์คบาร์คก็เอาบันทึกนี้ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่ประเทศจีนตรวจสอบ ปรากฏว่าข้อมูลล้วนถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย หรือภาษาที่เขาพูด ต่างก็เป็นของดั้งเดิมเมื่อ 2,000 กว่าปีของประเทศจีนโบราณทั้งสิ้น และที่สำคัญชายผู้นี้ก็ไม่เคยไปประเทศจีนมาก่อนด้วย”
      
       แต่ถึงแม้จะมีการพิสูจน์จนได้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ดร.อาจองก็ยืนยันทิ้งท้ายว่ามีเพียงนักวิทยาศาสตร์จำนวนเล็กน้อยที่เชื่อว่าชาติที่แล้วมีจริง โดยส่วนใหญ่ต่างก็ยืนยันคำพูดเดิมว่า ‘เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้’ และถึงพิสูจน์ได้ ผลก็ออกมาไม่คงถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอน
      
       ….
      
       ความจริงประการหนึ่งที่ยากจะค้าน คงไม่พ้น… ‘เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงเกิด’…
      
       ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวโยงสัมพันธ์ภายใต้ห่วงโซ่ที่คล้องเกี่ยวกันไม่สิ้นสุด
      
       เช่นนั้นแล้ว จะมีใครหรือผู้ใด สามารถหลุดรอดจากห่วงโซ่แห่งชะตากรรมไปได้?
      
       จริงอยู่ การรอคอยผู้อื่นหยิบยื่นเครื่องมือ หรือหวังให้ใครมาชี้บอกหนทางว่ากงล้อแห่งกรรมจะไม่หมุนมาบดทับอาจช่วยเยียวยาจิตใจที่มอดหวังได้ในชั่วขณะหนึ่ง
      
       แต่นั่น ย่อมไม่ใช่หนทางถาวรที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้ากับทุกบททดสอบแห่งชะตากรรมที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้าอีกนับไม่ถ้วน
      
       ตราบเมื่อแยกแยะได้ มองทะลุเปลือกของกุศโลบายหรืออิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ใดๆ ให้พบแก่นอันแท้จริง เมื่อนั้น สิ่งรกรุงรังที่ฉาบไว้ย่อมไม่จำเป็น
      
       เพียงปัญญาอันแหลมคมและสติที่ตั้งมั่น ก็น่าจะเพียงพอต่อการรับมือกับทุกวิกฤติที่ถาโถมเข้ามา
      
       **********
      
       เปิดดวงตาแห่งปัญญา… ไม่ต้องรอ ‘ตาทิพย์’
      
       สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะมีกรรมใดๆ รออยู่ก็ตาม อย่าลืมลับสติปัญญาให้แหลมคม เพื่อรับมืออย่างผู้ที่มีดวงตาเปิดกว้าง เปี่ยมด้วยจิตใจที่หนักแน่น และด้วยความเชื่อมั่นว่า การตั้งสติให้มั่นคง เป็นหนทางอันดับแรกที่ไม่ควรละทิ้งยามเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรคอื่นใดในชีวิต ‘ปริทรรศน์’ จึงขอส่งท้ายรายงานปรากฏการณ์ ‘คนส่องกรรม’ ด้วยทัศนะจาก พระไพศาล วิสาโล ที่ช่วยให้ฉุกคิด ถึงการใช้สติและปัญญาแก้ปัญหา ทั้งพิจารณาเรื่อง ‘สแกนกรรม’ อย่างมีวิจารณญาณ
      
       ดังถ้อยความนับจากนี้….
      
       ในทางพุทธศาสนา มีคำหนึ่งคือ ‘อภิญญา’ ได้แก่ความสามารถพิเศษ ซี่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ปุพเพนิวาสานุสติญาณ’ คือญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ หมายถึงระลึกอดีตชาติของตนได้ ซึ่งก็ย่อมรวมไปถึงการเห็นกรรมในอดีตชาติของตนได้ คนที่จะมีญาณดังกล่าวมีน้อยมาก ยิ่งคนที่สามารถเห็นอดีตชาติและกรรมแต่ปางก่อนของผู้อื่นด้วยแล้ว กลับยิ่งมีน้อยกว่า หนึ่งในนั้นก็คือพระพุทธองค์ แม้แต่พระอรหันต์ที่เรียกว่าเอตทัคคะ ดูเหมือนว่ามีไม่กี่องค์เท่านั้นที่ทำได้เช่นนั้น ดังนั้น จึงยากมากที่ปุถุชนจะสามารถเห็นอดีตชาติและกรรมแต่ปางก่อนของคนอื่นได้
      
       นอกจากการเห็นกรรมแต่ปางก่อนของผู้อื่นจะเป็นเรื่องยากเหนือวิสัยปุถุชนแล้ว การที่จะสามารถแยกแยะล่วงรู้ว่าอันใดเป็นผลของกรรมใดก็เป็นเรื่องยากไม่แพ้กัน ความสามารถดังกล่าวเรียกว่า ‘กรรมวิปากญาณ’ หรือปัญญาที่หยั่งรู้ผลของกรรม พระพุทธองค์ตรัสว่า กรรมวิบากหรือกระบวนการให้ผลของกรรมนั้น เป็นเรื่องละเอียดซับซ้อนยิ่ง พ้นวิสัยแห่งความคิด จัดว่าเป็น ‘อจินไตย’ คือสิ่งที่ไม่พึงคิดอย่างหนึ่ง แน่ล่ะบางคนอาจบอกว่าเขาไม่ได้ ‘คิด’ เอา แต่ ‘เห็น’ เอง แต่ก็ยังน่าสงสัยว่าที่ว่า ‘เห็น’นั้น เป็นกรรมวิปากญาณจริงๆ หรือว่าปรุงแต่งเอาเอง เช่นเดียวกับนิมิตมากมายที่เกิดขึ้นเวลานั่งสมาธิ สำหรับปุถุชนแล้ว อย่างหลังมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า
      
       เรื่องแก้กรรมก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ กรรมนั้นหากทำไปแล้วแก้ไม่ได้ (แต่ ‘แก้ตัว’ หรือทำใหม่ไม่ให้พลาดนั้นทำได้) เพราะเป็นอดีตที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สามารถทำให้ ‘วิบาก’หรือผลแห่งกรรมนั้นบรรเทาเบาบางลงได้ เปรียบเหมือนกับน้ำสกปรกในแก้ว เราสามารถทำให้เจือจางได้ด้วยการเติมน้ำลงไปมากๆ ในแก้วนั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สิ่งสกปรกลดลงเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่น้ำดูสกปรกน้อยลง แก้วนั้นเปรียบเหมือนใจ กรรมไม่ดีย่อมทำให้ใจเศร้าหมอง แต่ความเศร้าหมองจะลดลงเมื่อทำความดีเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีวิบากของกรรมที่อาจส่งผลกลับมาที่ตัวเรา เช่น ทำให้เจ็บป่วย วิบากส่วนนี้ก็เป็นไปได้ว่าสามารถบรรเทาได้ด้วยการทำความดี แต่จะให้ตัดหรือกำจัดไปเลยนั้น ทำไม่ได้
      
       ดังนั้น การแก้กรรมหรือตัดกรรมจึงทำไม่ได้ (ตามหลักพุทธศาสนา) แต่ก็สามารถบรรเทาผลแห่งกรรมนั้นด้วยการทำความดีซึ่งอาจทำให้ผ่อนหนักเป็นเบา หรือหน่วงเวลาให้เกิดช้าลง หรือบรรเทาด้วยการพัฒนาใจให้เกิดปัญญา จนไม่เป็นทุกข์กับผลกรรมเหล่านั้น (เช่น ป่วยก็ไม่เป็นทุกข์) หรือใช้มันให้เป็นประโยชน์ (เข้าใจกฎอนิจจังเมื่อตัวเองล้มป่วย)
      
       การที่เรื่องสแกนกรรม แก้กรรม ตัดกรรม ได้รับความสนใจมากจนกลายเป็นที่นิยม ส่วนหนึ่งเกิดจากความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักกรรมในพุทธศาสนา (รวมถึงความเข้าใจว่าสุขทุกข์ทุกวันนี้เป็นเพราะกรรมเก่าแต่ปางก่อน นี้เป็นทัศนะที่ถือว่านอกพุทธศาสนา หรือความเข้าใจว่าอะไรทั้งหมดที่เกิดกับเราเป็นเพราะกรรม ทั้งแต่ปางก่อนและในชาตินี้ นี้ก็ไม่ถูกต้อง เพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำของเรา เช่น เหงื่อออกเพราะอากาศร้อนหรือเจอรถติดแน่นขนัด) อีกส่วนหนึ่งเกิดจากทัศนคติที่หวังลาภลอยคอยโชคและนิยมทางลัด คนชอบใช้ทางลัดกันมาก คืออยากบรรลุผลสำเร็จโดยไม่ต้องเหนื่อย ได้คะแนนดีโดยไม่ต้องเรียน (เลยกล้าขอเกรดอาจารย์หรือโกงข้อสอบหรือถึงกับขายตัวแลกเกรด) รวยโดยไม่ต้องทำงาน (จึงหมกมุ่นกับการพนัน เล่นหวย บนบานศาลกล่าว ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงคอรัปชั่น) จตุคามรามเทพที่เคยดังสุดๆ ก็เพราะสนองกิเลสข้อนี้ เข้าใจว่าสแกนกรรมดังก็เพราะสนองกิเลสส่วนนี้ด้วยเช่นกัน คือแทนที่จะแก้ทุกข์ด้วยการขยันทำความดี ลด ละ เลิกอบายมุข หรือปฏิบัติธรรม ก็หันเข้าหาพิธีกรรมซึ่งล้วนแต่ใช้เงินทั้งนั้น แต่ที่ดีคือไม่ต้องเหนื่อยและไม่ต้องรบกับกิเลส
      
       อย่างไรก็ตามกิจกรรมบางอย่างก็ถือว่าดี เช่น สวดมนต์หรือปล่อยนกปล่อยปลา ดีกว่าไปเที่ยว ที่จริงการเข้าหาพิธีกรรมก็ไม่ใช่สิ่งเสียหาย หากว่าทำแล้วหายเศร้าหมอง เกิดกำลังใจที่จะทำความดี พร้อมจะสู้กับอุปสรรคในชีวิตต่อไป แต่หากทำแล้วงอมืองอเท้า คิดว่าแก้ปัญหาได้แล้ว นั่นเรียกว่าประมาท และขัดกับหลักการพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นจุดเน้นข้อหนึ่งของพุทธศาสนา …

      
       **************
(จาก นสพ. ผู้จัดการ)

Advertisements

16 Responses

  1. อยากแก้กรรม

  2. กรรมอะไรลูกชายจึงติดคุกอยากScan กรรม

  3. กรรมอะไรลูกชายจึงติดคุกอยากScan กรรม

  4. กรรมอะไรลูกชายจึงติดคุกอยากScan กรรม

    0800839903

  5. ดีมากค่ะลสนใจการสแกนกรรม

  6. เป้นความจริงที่ว่า คิดดี ทำดี อยู่กับปัจจุบันก็พอ แต่ช่วงเวลาที่สับสนก็ต้องการ ความมั่นใจ จากคนที่น่าจะเหนือกว่าคนปกติ ธรรมดา แม้ว่าเราจะไม่สามารถรู้ได้ว่าคนผู้นั้น คนไหนจริง-เทียม หรือพอดูแล้ว อาจจะไม่แม่น เท่าที่เรารู้เราเห็น เราก้วิเคราะห์เองได้นี่นาใช่มั้ย ความทุกข์ทำให้คิดไม่ออกเสมอ ดูแล้วอาจจะแก้ไขอะไรไม่ได้ บางทีกลับทุกข์หนักเพราะไม่มีเงินไปแก้กรรมซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่าย อย่างน้อยๆก็ค่าเดินทาง ค่าที่ต้องทำบุญ สร้างโน่นนี่ ตามที่ผู้บอกว่าเหนือกว่าบอกให้ทำ ถ้าไม่ทำก็ทุกข์ พอทำก้ทุกข์ ไม่มีเงินอีก จะนั่งสมาธิ เจริญภาวนา ก็กรรมหนัก เจ้ากรรมนายเวรเยอะ มารขัดขวาง สารพัดปัญหา สรุปแล้ว อย่าไปว่าใครที่เค้าจะทำหรือไม่ทำ จะดีหรือเลว จะดูหรือไม่ดุ เพราะเราไม่เข้าใจ ความรู้สึก ความว้าวุ่นใจ ของใครแต่ใคร ตราบใดที่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์ที่แสนจะธรรมดาเต็มที เป้นกำลังใจให้ทุกคนที่คิดดี หรืออาจะเผลอไปคิดชั่วบ้าง ก้ช่างเค้าเถอะ ดีชั่ว รู้หมด แต่ทำยากไม่เคยไปดูคุณเอ๋แต่มีเบอร์ 086-3015278 แถมเบอร์คุณตุ้ย เอ็กซเรย์ ติดต่อคุณอ้วน085-2554471 คำถามละ 250 บาท ถ้าเจอตัวก็ 2000 บาท คุณเอ๋ก็น่าจะราคานี้นะ 2000 บาทแต่คิวว่างโน่นแนะ ปลายธันวาต้นมกรา

  7. ถ้าสแกนกรรมแล้วเราจะทราบผลของกรรมจะแก้ไขอย่างไร
    ช่วยบอกวิธีแก่หย่อยนะครับ เผื่อเปปนแนวทางไปสิ่งที่ดีๆๆในอนาคต

  8. พี่น้องชาวพุทธครับ
    เอาเงิน2000บาทไปทำบุญเถอะ
    จะนำไปเลี้ยงพระ เลี้ยงเด็กกำพร้า
    เลี้ยงคนชรา เลี้ยงคนพิการ
    ดีกว่าไปจ่ายค่าสแกนกรรมให้มนุษย์หลอกลวงพวกนี้
    ค่าสแกนกรรม แพงกว่าค่าสแกนโรค มีที่ไหน
    ไอ้พวกนี้มันจอมหลอกลวง โดยใช้ไอ้วีที ตี10
    ช่อง3 และอีกหลายรายการทีวี มาสร้างเรื่องให้ดูน่าเชื่อ
    แล้วหลอกพวกเราให้เสียเงินให้มัน
    เลวสิ้นดีไอ้พวกสแกนกรรม
    ระวัง กรรมจะหวนกลับมาสแกนตัวเองนะ ไอ้มนุษย์ลวงโลก

  9. ต้องการทราบสถานที่ที่จะไปสแกนกรรมได้อะค่ะ

    และเบอร์โทรติดต่อด้วยค่ะ

  10. ถ้าจริงตามที่ว่ามาข้างบน เพิ่งรู้นี่เองว่า การสแกนกรรมต้องเสียเงินด้วยคำถามๆ ละ 2,000 บาท หรือ 250 บาท สุดท้ายใครได้ประโยชน์ล่ะ ตอนที่ดูรายการตี 10 ตอนที่เธอออก ก็มองด้วยสายตาเป็นกลางก็ไม่ได้ชี้ชัดอะไรกะผู้ชมรายการที่ถูกสุ่มคัดเลือกให้ไปสะแกน เช่น ทำนายแม่ค้าตลาดสดว่า ต้องลำบาก ปากกัดเท้าถีบ(แม่ค้าคนไหนมั่งน้อ จะสบาย) ก็น่าจะใช้จิตวิทยาดีๆนี่เอง โดยเฉพาะคำตอบว่า ทำบุญทำความดีกะใครเหมือนไฟตกน้ำ ทำความดีกะคนไม่ขึ้น ก็ต้องบอกว่า ข้อนี้ใครนำไปทายกะใครก็ถูก เพราะมีเรื่องวิจัยของหมอดูออกมาแล้วว่า หากนำคำพยากรณ์ คือ ทำความดีกะใครไม่ค่อยขึ้น ร้อยทั้งร้อยถูกทั้งนั้น เพราะคนเราทำความดีอยากได้สิ่งตอบแทนทั้งนั้น แต่ใครล่ะจะได้ 100% ประเด็นหนึ่งคือ การชี้ชัด (ความจริงคือการทำนาย)ว่า การเจ็บหลังปวดเอว ปวดตามร่างกาย เพราะเคยทุบหัวปลา หักขากบ เขียด มาก่อนนั้น หรือใครถูกทิ้ง รู้ว่าเพราะทิ้งเขามาก่อน ฯลฯ มุกแบบนี้ เจ้าสำนักลัทธิกรรมเก่ารุ่นเดิมๆ ใช้มาก่อนแล้วทั้งสิ้น เช่น วัดแห่งหนึ่งแถวราชบุรี และเจ้าสำนักตัดกรรม แถวโชคชัย ฯลฯ
    อีกกรณีหนึ่ง เมื่อรายการตี 10 ออกไป 17 มีค. 52 สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ก่อนหน้านี้ สนพ.แห่งหนึ่ง ได้แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ สะแกนกรรม เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 52 การออกรายการตี 10 น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมท เพื่อขายหนังสือ
    อีกอย่าง ลุกศิษย์ลูกหาที่บอกว่ามาให้กำลังใจตอนเปิดตัวหนังสือล้วนแล้วแต่อยู่ในแวดวงเครือข่ายธุระกิจเดียวกัน เช่น เจ้าของบริษัทหนังสือ บรรณาธิการ ดาราที่ทำงานรับจ๊อบเขียนให้กับสำนักพิมพ์นั้น คนในวงการที่เกี่ยวข้อง ฯ,ฯ ล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ทั้งนั้น แม้สิ่งที่เธอแนะนำให้ไปแก้ คือการนั่งวิปัสนาก็ดี การทำบุญก็ดี ก็เป็นไปเพื่อสิ่งที่ดีทั้งนั้นก็ตาม แต่สิ่งนั้น ควรจะมี “ดวงปัญญา” เข้ามาเสริมด้วย ไม่ใช่เชื่อ เพราะเชื่อว่าเธอตาทิพย์ เมื่อเธอตาทิพย์ก็ต้องหาเหตุผลต่อไปว่า มีเหตุผลอะไรมารงอรับว่าเธอตาทิพย์ หากอ้างว่า เพราะเคยแก้กรรมให้คนนั้น มีลูกมาแล้ว รวยมาแล้ว แล้วคนที่ไม่มีลูก และคนจนคนอื่นๆ เธอจะช่วยได้หรือไม่
    แล้วอยากบอกว่า ที่เธอสแกนกรรมไปนั้น ว่าอดีตชาตินั้นเคยเป็นอย่างนั้นอย่างงี้มาก่อน ทำเช่นนั้นเช่นนี้มาก่อน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นจริงอย่างที่เธอกล่าว มีพยาน หลักฐาน หลักการอะไรเป็นเครื่องยืนยัน
    ที่นี้ว่าถึงหลักการ เมื่อเธออ้างหลักการทางพุทธศาสนา ก็ต้องเอาหลักการนั้นมา คือ การรู้การเกิด-ดับ ของสรรพสัตว์นั้น เป็นญาณระดับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า จุตุปปาตญาณ (1 ในญาณ 3) สาวกระดับพระอรหันต์ทั่วไปยังไม่มีญาณเหล่านี้เลย (มีบางรูปที่มี แต่น้อย) แม้แต่พระพุทธเจ้ายังเคยตรัสว่า การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ แม้พุทธญาณก็กำหนดไม่ได้หมด หากว่าเธอคนนั้น มีญาณจริง ก็เป็นญาณระดับอาจจะเท่าองค์พุทธะ (ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องพิจารณาเอาเอง)
    อีกอย่างขอนำหลักการมาประกอบการพิจารณาดังนี้ ครับ
    1. หลักตัดสินพระธรรมวินัย
    . . . . . พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน
    เมืองเวสาลี พระนางมหาปชาบดี เสด็จไปเฝ้าทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ
    เพื่อหลีกออกปฏิบัติแต่ผู้เดียว พระพุทธองค์ทรงประทาน ลักษณะตัดสิน
    ธรรมวินัย ๘ ประการ ให้ทรงปฏิบัติคือ:-

    ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
    . . . . . ๑. ความกำหนัด
    . . . . . ๒. ประกอบสัตว์ไว้ในภพ
    . . . . . ๓. ความสั่งสมกิเลส
    . . . . . ๔. ความมักมาก
    . . . . . ๕. ความไม่สันโดษ
    . . . . . ๖. ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
    . . . . . ๗. ความเกียจคร้าน
    . . . . . ๘. ความเลี้ยงยาก

    . . . . . พึงทราบเถิดว่า นั่นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของ
    พระศาสดา
    . . . . . ส่วนธรรมเหล่าใดที่มีลักษณะตรงข้ามจากนี้ พึงทราบเถิดว่า
    นั่นเป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
    . . . . . . . . . . . . . . . สังขิตตสูตร ๒๓/๒๕๕
    2. หลักความเชื่อเรื่องกรรมเก่า
    จากพุทธวจนะที่บอกว่า หากใครก็ตาม ที่เชื่อว่า ทุกอย่างเกิดจากกรรมเก่า คนๆ นั้น เป็นมิจฉาทิฎฐิ (เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม) เพราะบางอย่างไม่ใช่เกิดจากกรรมเก่า ก็มี (เทวทวสูตร)
    จากหลักการนี้ หากว่าเธอคนนั้นบอกว่า การรู้อดีตกรรมของคน มาจากการได้ศึกษาและปฏิบัติจากสำนักวัดอัมพวัน บ่งบอกว่าใช้หลักศาสนา ก็ต้องขอเอาหลักศาสนามาอ้างเช่นกัน เพื่อให้เห็นว่า ข้อเท็จจริง เป็นเช่นนี้ หลักการ เป็นเช่นนี้ ก็ต้องติดตามว่า เธอทำเพื่ออะไร ที่เธอทำนั้นสอดคล้องตามสัจธรรมความจริงในพุทธศาสนาหรือไม่ ก็ขอให้ดูหลักตัดสินพระธรรมวินัยข้างบนเป็นตัวประกอบการพิจารณา เว้นเสียแต่ว่า เธอมีญาณ ไม่ใช่ญาณที่เกิดจากการปฏิบัติในพุทธศาสนาเท่านั้น ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่จำต้องว่ากระไรอีก
    ด้วยเคารพต่อทุกท่านที่มีส่วนในสแกนกรรม ทั้งการบรรยาย และยอดขายหนังสือ รายได้ที่เกิดจากนั้น ถือป็นผลพลอยได้ ผมไม่ได้คิดอิจฉาริษยาแต่อย่างใด เพียงแต่ขออนุญาตมองในมุมต่างด้วยการนำหลักการมาบอกกล่าวเท่านั้นเอง เผื่อจักเกิดแสงสว่างน้อยๆ เท่านั้นครับ
    ด้วยจิตคารวะ
    โปรดอ่านเพิมเติมจากหลักการของกรรม และผู้รู้ ที่อิงข้อมูลปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎกได้ที่ http://ecurriculum.mv.ac.th/dhamma/dhammathai/store/karma/karma24.php.htm และ
    http://www.jpthai.org/content/view/396/0/

  11. เราก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะสแกนกรรม เป็นเพราะอะไรที่เราทุกวันนี้ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว แฟนเราก็ตกงานมาหลายปี ทุกวันนี้ต้องหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว เหนื่อยมากๆ เลย อยากหลุดพ้นจากตรงนี้มาก ดิ้นจนไม่รู้จะดิ้นยังไงแล้ว ท้อมากเลย ถ้าอย่างนี้คนไม่มีปัจจัยก็สแกนกรรมไม่ได้ซิ ต้องใช้เงิน ตั้ง 2,000 บาท ถึงจะได้ดู หมดแรงเลยเรา

  12. สำหรับผมแล้วตอนแรกดุในทีวีแล้ว ก็อยากไปสแกนกรรมบ้าง แต่คิดอีกที ไม่ทำดีกว่า เพราะ “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” ช่วงหลังผมเลยสวดมนต์ของหลวงพ่อจรัญ หลายเดือนเหมือนกัน หลังจากสวดแล้วทำให้หวลนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำไม่ดีเมื่อสมัยเด็กได้ และละอายใจหลายเรื่อง สิ่งใดที่ผมเคยจิ๊กมา ผมก็ส่งพัสดุไปคืนแล้ว ผมคิดว่า การที่ตัวเราทำอะไรไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ และเป็นสิ่งดีหรือไม่ เราก็รู้ได้ เมื่อเรารู้เราก็ขออโหสิกรรม หรือไม่จุดธูปบอกกล่าวก็ได้ และอย่าทำอีก การที่เราทำดี ย่อมนำผลดีมาสู่เรา ถ้าเราทำไม่ดีก็ย่อมส่งผลกรรมให้กับเรา ดังนั้น เราก็เริ่มทำความดีสะตั้งแต่บัดนี้ จะได้สะสมเป็นเสบียงบุญให้กับเราในชาติหน้าได้นะ …

  13. พระพุทธเจ้าไม่เคยสแกนกรรมให้ใครและกรรมมันก็ซ่อมไม่ได้เหมือนซ่อมรถ

  14. เรื่องพลังจิตพลังลี้้ลับเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ คนที่สัมผัสไม่ได้ก็ไม่เชื่อ ส่วนคนที่สัมผัสได้ก็จะรู้ว่ามันมีจริง เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน( ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ)

  15. โดยส่วนตัวแล้วดิฉันเคยรู้จักกับคุณเอ๋(สะแกนกรรม) ประมาณ 8-9 ปี ที่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้ติดต่อกับเธอเลยเนื่องจากทำเบอร์โทรหายและดิฉันได้กลับไปอยู่ต่างจังหวัดมีครอบครัวเลี้ยงลูกต่างคนต่่างอยู่ ตอนนั้นชีวิตเธอค่อนข้างลำบากเป็นช่วงที่เธอกำลังรับวิบากกรรมบางอย่าง ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะจำดิฉันได้มั๊ย
    พอรู้ว่าตอนนี้เธอสบายแล้วหลุดพ้นช่วงนั้นมาได้ก็ดีใจด้วย ครั้งหนึ่งเราเคยไปปฎิบัติธรรมที่วัดอัมพวันด้วยกัน(ขออนุญาตเอ่ยชื่อวัดค่ะ)และไปทำบุญที่วัดท่าซุง( วัดหลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ไปกัน 3 คน มีคุณเอ๋ ปุ้ย และดิฉัน และที่วัดท่าซุงนี่แหละที่คุณเอ๋เค้าลืมกุญแจไว้ในท้ายรถแล้วเผลอปิดกระโปรงรถจนต้องเสียตังค์ให้ช่างมาเปิดจึงกลับบ้านได้ ตังค์ยิ่งไม่ค่อยมี แต่เราก็มีความสุข ในช่วงเดินทางบางทีคุณเอ๋จะมองเห็นสัมภเวสีมาขอส่วนบุญในขณะที่เราคุยกันสนุกอยู่คุณเอ๋ก็จะบอกให้เราสวดแผ่เมตตาให้เค้า และจะเจออะไรแปลกๆเรื่อย โดยส่วนตัวดิฉันเชื่อว่าเค้าสามารถมองเห็นกรรมจริง ส่วนจะเห็นมากน้อยแค่ใหนอันนี้ดิฉันไม่สามารถทราบได้ บางทีเรานั้งรถไปด้วยกัน ดิฉันคิดต่อว่าเค้าในใจ เค้ากลับตอบดิฉันออกมาเป็นคำพูด จนไม่กล้าคิดอะไรใกล้ๆ อันนี้ดิฉันไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อ และไม่มีส่วนได้เสียอะไรกับธุรกิจของเขา เป็นความเชื่อส่วนตัวดิฉันเอง อยากฝากถึงคุณเอ๋ด้วย ยังจำกันได้มั๊ย ถ้าจำได้โทรมาหาบ้างนะ( ถ้าว่าง) 0890588319 พี่พร และมีอยู่ครั้งนึง อยู่รวมกันที่บ้านคุณเอ๋ ป้าลำเพอ ( ขออนุญาตเอ่ยนามอีกท่านค่ะ ) ลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญโทรมาชวนให้ไปร่วมงานบวชพระ 15 องค์ ที่วัดอัมพวัน และป้าลำเพอยังให้ตังค์เรามาเป็นค่าน้ำมัน ( ป้าลำเพอ เราทั้ง 3 คน ได้รู้จักท่านโดยบังเอิญจากกระดาษเปล่าเล็กๆแผ่นหนึ่งที่ปลิวอยู่ในห้องพักวัดอัมพวัน เป็นกระดาษเปล่า ไม่มีรอยหมึก แต่เป็นรอยเหมือนเขียนกระดาษแผ่นบน แล้วมีรอยกดถึงแผ่นล่าง และเราได้แผ่นล่าง แล้วลองโทรดูว่าเบอร์อะไร ตอนแรกคิดว่า เป็นเบอล๊อตเตอรี่ แต่กลายเป็นเบอร์โทรป้าลำเพอ จึงได้รู้จักป้าและป้าบอกว่า สงสัยหลวงพ่อจะอยากให้เรารู้จักกัน จนได้รับอนิสงค์ โทรมาให้ไปร่วมงานบวชพระ 15 องค์ และได้ไปเที่ยวที่บ้านป้าละเพอ ซึงเป็นบ้านทรงไทย โบราณ ใกล้ๆ วัดอัพวัน ) และขณะนั่งรถกลับจากวัดอัมพวัน กำลังคุยหัวเราะกันอยู่ แล้วจู่ๆ เอ๋ก็เงียบไป ดิฉันกับปุ้ยก็เลยมองหน้ากัน( เงียบทำไม)และถามเอ๋ว่าเป็นไรเหรอ ? เอ๋ตอบว่า ยายเอ๋เสียแล้ว .. อ้าว! เสียเมื่อไหร่? เอ๋ ตอบว่า เมื่อกี้.และตอนนี้ศพยายอยู่ที่โรงพยาบาล ( ต่างจังหวัด ) และตอนนั้นเรากำลังเดินทางอยู่ประมาณ อยุธยา( และอยู่บนรถและไม่มีำใครโทรมาขณะนั้น) ซักพักคุณแม่ของคุณเอ๋ก็โทรมาร้องให้บอกว่า เอ๋คุึณยายเสียแล้วนะ ซึ่งคุณแม่คุณเอ๋ไม่ทราบว่าคุณเอ๋ ทราบแล้ว ( ตอนนั้นคุุณแม่คุณเอ๋ยังไม่ทราบว่าคุณเอ๋มีตาทิพย์) เอาเป็นว่าขอเขียนแค่นี้พอนะ ตอนนี้คนอื่นหลายคนอาจมองว่า ไม่บ้าก็ 18 มงกุฏไปแล้ว อันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัวค่ะ ! และขอสาบานว่าเป็นเรื่องจริงที่เผชิญด้วยด้วยเอง ส่วนท่านใด จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็สุดแท้แต่ตัวท่านเถิด! ดิฉันเพียงแค่อยากจะเขียนถึงคุณเอ๋เผื่อจะจำดิฉันได้บ้าง โทรมาหาบ้างนะ..ขอขอบคุณท่านที่เกี่ยวข้องที่อนุญาตให้ดิฉันเขียนซะยาว ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ…

  16. หากสามารถมองทะลุถึงชาติที่แล้วและยังไปถึงชาติก่อนหน้านั้นอีก ใยไม่ลองทำนายอดีตที่เพิ่งผ่านมาไม่นานของผู้มารับการทำนายก่อนเล่า …ไม่ต้องเค้นพลังมาก แถมชี้วัดได้ทันทีว่า “นีกไปเอง” หรือ หยั่งรู้ได้จริง

    ถ้าผมหรือคุณแสกนกรรมได้จริง ไม่ดีกว่าหรือที่จะทายอดีตเด่นๆท่ี่ผ่านมาในชาตินี้ของผู้มาสแกนก่อนเลย …ให้ผู้มาสิ้นสงสัยและเกิดศรัทธาเต็มที่เลยว่า เรามีญาณรู้ได้จริงๆ เช่น… เมื่อ2 ปีที่แล้ว คุณเคยไปทำเรื่องจำเพาะแบบนี้ ตรงนี้ กับคนๆนี้มาใช่ไหม พูดลงลึกให้เฉพาะเจาะจงไปเลย ไม่มีการพูดกว้างๆหรือเหวี่ยงแหแบบทายยังไงก็ถูก หรือใครก็น่าจะเคยทำ(ผิด)แบบนั้นมาด้วยกันทั้งนั้น

    ลองคิดดูว่า หากมีใครหรือองค์กรไหนอาสาเชิญมนุษย์พิเศษเหล่านี้ มานั่งทดสอบต่อหน้านักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่มีชื่อเสียง มีจิตใจเปิดกว้าง เจอการซักไซ้ไล่เรียง ทดสอบแบบไม่มีอคติ ถามคำถามแบบที่ไม่ใช่แบบพวกพิธีกรช่องบันเทิงชอบป้อนคำถามเอาใจกัน (ถามแบบ..ชงให้เข้าทางเขาน่ะ)

    คุณคิดว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร.. ญาณทิพย์ ญาณเจาะอดีต คนเหล่านี้ทำได้จริง? หรือสุดท้ายจะเป็นการอึกๆอักๆ เลี่ยงตอบ พูดตีขลุม ไปแบบน้ำขุ่นๆ มากกว่ากัน

    ที่สหรัฐก็เคยมีองค์กรท้าพิสูจน์ความสามารถของคนที่อ้างว่ามีพลังจิต ญาณวิเศษ โดยมีเงินรางวัลก้อนโตหากสามารถผ่านการทดสอบ แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีสักรายเดียวทึ่่ทำได้

    *****

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: